เพนต์เฮาส์: จากเพิงพักคนรับใช้บนดาดฟ้า สู่บ้านหรูที่แพงที่สุดในโลก

เพนต์เฮาส์: จากเพิงพักคนรับใช้บนดาดฟ้า สู่บ้านหรูที่แพงที่สุดในโลก

พิมพ์ใจ ศรีอุดม
พิมพ์ใจ ศรีอุดม
นักเขียนรีวิวย่าน & ร้านอาหาร ·

ลองนึกภาพห้องที่อยู่บนยอดสุดของตึกระฟ้า เปิดประตูออกไปเจอระเบียงกว้างมองเห็นเส้นขอบฟ้าทั้งเมือง มีสระว่ายน้ำส่วนตัว มีลิฟต์ที่พาขึ้นมาถึงห้องโดยไม่ปนกับใคร นั่นคือภาพของ "เพนต์เฮาส์" (Penthouse) ที่ทุกคนคุ้นเคย — สัญลักษณ์ของความมั่งคั่งและรสนิยมระดับบนสุดของสังคม

แต่เชื่อหรือไม่ว่า ก่อนจะมาเป็นเพชรยอดมงกุฎของอาคารแบบทุกวันนี้ พื้นที่บนยอดตึกเคยเป็นมุมที่ไม่มีใครอยากได้ เป็นที่พักของคนรับใช้ เป็นลานตากผ้า และเป็นห้องเก็บของที่เช่าได้ในราคาถูกที่สุดของตึก เรื่องราวการพลิกผันจากดาดฟ้าไร้ค่าสู่อสังหาริมทรัพย์ที่แพงที่สุดในโลกนี้ เป็นบทเรียนที่น่าสนใจทั้งในแง่ประวัติศาสตร์ สถาปัตยกรรม และจิตวิทยาของมนุษย์

รากศัพท์ที่มาจาก "เพิงพัก" ในยุคกลาง

รากศัพท์ที่มาจาก

คำว่า Penthouse ฟังดูหรูหราในวันนี้ แต่รากศัพท์ของมันกลับเรียบง่ายอย่างน่าประหลาดใจ คำนี้มีต้นกำเนิดมาจากภาษาฝรั่งเศสโบราณว่า apentis ซึ่งสืบทอดมาจากภาษาละตินยุคกลาง appendicium หมายถึง "ส่วนต่อขยาย" หรือ "สิ่งที่ยื่นออกมาจากตัวอาคาร"

ในยุคกลาง apentis คือเพิงหลังคาลาดเอียงที่ต่อเติมยื่นออกมาจากตัวบ้าน ชาวนาชาวไร่ใช้เป็นที่เก็บฟืน เก็บฟาง หรือเก็บข้าวของจิปาถะ มันไม่ได้มีสถานะเป็น "บ้าน" ด้วยซ้ำ เป็นเพียงที่พักชั่วคราวหรือที่กักเก็บของที่ไม่สมบูรณ์ในตัวเอง

คำนี้เดินทางข้ามช่องแคบเข้าสู่อังกฤษในช่วงปลายศตวรรษที่ 14 ในรูป pentis หรือ pendize เนื่องจากอังกฤษกับฝรั่งเศสติดกันแค่ทะเลกั้น ผู้คนทั้งสองฝั่งจึงไปมาหาสู่ ค้าขาย และทำสงครามกันอยู่เสมอ ทำให้คำศัพท์ถูกหยิบยืมใช้ร่วมกันเป็นเรื่องปกติ ต่อมาในศตวรรษที่ 16 การสะกดแบบ "penthouse" จึงถือกำเนิดขึ้นจากปรากฏการณ์ทางภาษาที่เรียกว่า folk etymology โดยผสมคำฝรั่งเศส pente (ที่แปลว่า "ความลาดชัน") เข้ากับคำอังกฤษ "house" กลายเป็นคำที่เราใช้กันจนถึงทุกวันนี้

จุดน่าสนใจคือ ความหมายเดิมของคำนี้ผูกติดกับ "หลังคาลาดเอียงที่ยื่นออกมา" ไม่ได้เกี่ยวข้องกับความหรูหราหรือยอดตึกแต่อย่างใด ต้องรอจนถึงราวปี 1921 ความหมายของคำจึงเริ่มเปลี่ยนผันครั้งใหญ่

นิวยอร์ก เมืองที่ให้กำเนิดดาดฟ้าไร้ค่า

นิวยอร์ก เมืองที่ให้กำเนิดดาดฟ้าไร้ค่า

เรื่องราวการเปลี่ยนผันเริ่มต้นที่มหานครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา เมื่อราวเกือบ 200 ปีก่อน ในยุคที่ชาวยุโรปอพยพข้ามมหาสมุทรเพื่อมาเริ่มต้นชีวิตใหม่ในดินแดนที่ถูกเรียกว่า "โลกใหม่"

ต้องเข้าใจว่าคนยุโรปทั่วไปในยุคนั้นมักไม่มีที่ดินทำกินของตัวเอง คนรวยคือชนชั้นขุนนางหรือเจ้าที่ดิน ส่วนคนสามัญต้องเช่าที่ดินจากคหบดี การจะลืมตาอ้าปากในแผ่นดินแม่จึงเป็นเรื่องยาก พวกเขาจึงมุ่งหน้าสู่อเมริกาที่มีผืนดินกว้างใหญ่ให้จับจองและเริ่มต้นชีวิตของตนเอง

เมื่อเข้าสู่ยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม เครื่องจักรไอน้ำทำให้เกิดการผลิตในเชิงอุตสาหกรรม เมืองใหญ่ดึงดูดผู้คนเข้ามาทำงานในโรงงาน และนิวยอร์กก็กลายเป็นจุดหมายแรกของผู้อพยพ เพราะเป็นท่าเรือที่พวกเขาขึ้นฝั่ง เป็นที่ที่พวกเขาทำมาหากิน เมืองจึงมีความหนาแน่นสูงมาก

ด้วยที่ดินที่จำกัด ผู้คนไม่สามารถสร้างบ้านเดี่ยวได้ จึงต้องสร้างอาคารสูงขึ้น แต่ "อาคารสูง" ในยุคนั้นไม่ใช่ตึก 40-50 ชั้นแบบทุกวันนี้ แค่ 4-5 ชั้นก็ถือว่าสูงแล้ว และที่สำคัญที่สุดคือ ยุคนั้นยังไม่มีลิฟต์

ทำไมยอดตึกถึงเคยเป็นที่อยู่ของคนรับใช้

ทำไมยอดตึกถึงเคยเป็นที่อยู่ของคนรับใช้

การไม่มีลิฟต์เปลี่ยนตรรกะการอยู่อาศัยไปอย่างสิ้นเชิง การจะขึ้นแต่ละชั้นต้องเดินบันได ชั้นที่สูงขึ้นยิ่งลำบากต่อการใช้ชีวิต คนรวยหรือเจ้าของบ้านจึงเลือกอยู่ชั้น 1 หรืออย่างมากชั้น 2 ส่วนชั้น 5 ชั้น 6 ที่ต้องเดินขึ้นลงวันละหลายรอบนั้นแทบไม่มีใครอยากอยู่

ผลก็คือ ชั้นบนสุดและดาดฟ้ากลายเป็นพื้นที่ของคนรับใช้ ตามบันทึกของนิวยอร์กยุคนั้น พื้นที่บนหลังคาเป็นมุมที่ไม่พึงประสงค์ รายล้อมด้วยปล่องไฟที่เปื้อนเขม่าและถังเก็บน้ำไม้ คุณแม่บ้านใช้ดาดฟ้าเป็นพื้นที่ทำงาน ตากผ้า รีดผ้า และมีห้องพักเล็ก ๆ คล้าย "เพิงพัก" สร้างขึ้นแบบง่าย ๆ ไว้พักอาศัย

ในอาคารแบบแฟลตหรืออพาร์ตเมนต์ที่ซอยแบ่งห้องให้เช่า ห้องที่แพงที่สุดอยู่ชั้นล่าง ส่วนห้องราคาถูกที่สุดอยู่ชั้นบนสุด ชั้นใต้หลังคา หรือกระทั่งบนดาดฟ้า พื้นที่ดาดฟ้าจึงแทบไม่มีค่าในเชิงอสังหาริมทรัพย์ เป็นส่วนที่ปล่อยเช่าได้ราคาต่ำที่สุดของตึก

และนี่เองคือจุดกำเนิดของเพนต์เฮาส์ — เริ่มจากการดัดแปลงดาดฟ้าไร้ค่าให้เป็นพื้นที่ทำงานและห้องพักเล็ก ๆ ของคนรับใช้ ซึ่งสภาพแบบนี้ดำเนินต่อเนื่องยาวนานหลายสิบปี

ลิฟต์ กฎหมายระยะร่น และอัจฉริยะชื่อเอเมอรี รอธ

ลิฟต์ กฎหมายระยะร่น และอัจฉริยะชื่อเอเมอรี รอธ

จุดพลิกผันเกิดขึ้นจากการมาบรรจบกันของสามปัจจัยในช่วงต้นทศวรรษ 1920

ปัจจัยแรกคือลิฟต์นิรภัย เมื่อกว่าร้อยปีก่อน อีไลชา โอทิส (Elisha Otis) ประดิษฐ์ลิฟต์ที่มีระบบเบรกนิรภัย ทำให้แม้สายเคเบิลขาด ตัวลิฟต์ก็จะถูกล็อกไว้ไม่ร่วงลงพื้น สิ่งนี้ทำให้ผู้คนกล้าใช้ลิฟต์ในการขนส่งผู้โดยสารแทนที่จะใช้ขนของเหมือนแต่ก่อน เมื่อลิฟต์ถูกติดตั้งในอาคาร ความไม่สะดวกของการอยู่ชั้นสูงก็หมดไป และทันใดนั้น ชั้นบนที่เคยถูกรังเกียจก็กลับมีคุณค่าใหม่ — เพราะมันมาพร้อมวิวที่เปิดโล่ง อากาศและแสงที่ดีกว่าด้านล่าง ซึ่งในมหานครที่อัดแน่นอย่างแมนฮัตตัน อากาศและแสงสว่างคือของหายากที่มีราคา

ปัจจัยที่สองคือกฎหมายระยะร่น ในปี 1916 นครนิวยอร์กออกกฎหมายผังเมือง (Zoning Resolution) ที่กำหนดให้อาคารสูงต้องร่นถอยจากแนวถนนเมื่อสร้างสูงเกินระดับหนึ่ง เพื่อไม่ให้ตึกบดบังแสงแดดบนท้องถนนจนมืดทึบ การร่นนี้ไม่ได้ร่นทั้งตึก แต่ร่นเฉพาะส่วนบน ทำให้ตึกในยุคนั้นมีรูปทรงเหมือนขั้นบันไดที่ค่อย ๆ ถอยร่นขึ้นไป (setback) เกิดเป็นพื้นที่ราบว่างเปล่าบนชั้นต่าง ๆ ด้านบน — พื้นที่ที่ดูเหมือนจะใช้อะไรไม่ได้

ปัจจัยที่สามคือวิสัยทัศน์ของสถาปนิก สำหรับนักพัฒนาที่ซื้อที่ดินมาสร้างตึกขายเป็นตารางเมตร พื้นที่ร่นที่ถูกบังคับให้เว้นว่างเหล่านั้นคือพื้นที่ก่อสร้างที่สูญเสียไป มันจึงกลายเป็นโจทย์ท้าทายว่าจะทำอย่างไรให้ตึกมีมูลค่าสูงที่สุด

คำตอบมาจากสถาปนิกผู้ล้ำสมัยชื่อ เอเมอรี รอธ (Emery Roth) ผู้อพยพเชื้อสายฮังการีที่ย้ายมาอยู่นิวยอร์กตั้งแต่เด็ก รอธมองพื้นที่ร่นด้านบนที่คนอื่นเห็นเป็นปัญหา ให้กลายเป็นโอกาส เขานำพื้นที่ราบที่ถูกบังคับให้เว้นว่างนั้นมาทำเป็นสวนลอยฟ้า หรือ Roof Garden ในยุคแรก ๆ ที่ออกแบบโดยสถาปนิกอย่างจริงจัง

และเมื่อมีสวนแล้ว รอธก็ออกแบบห้องที่ติดกับสวนให้กลายเป็นที่พักสุดหรู เพื่อให้ผู้อยู่อาศัยเดินออกมาใช้พื้นที่สวนได้ เขาเรียกห้องที่มีสวนและตั้งอยู่บนยอดตึกนั้นว่า "Penthouse" — เปรียบเสมือนบ้านหลังใหญ่ที่มีสวนตั้งอยู่บนยอดอาคารสูง ซึ่งเป็นของแปลกใหม่ที่ทำให้เหล่ามหาเศรษฐีรู้สึกตื่นตา เพราะมันแตกต่างจากที่อยู่อาศัยเดิม ๆ ที่พวกเขาคุ้นเคยอย่างสิ้นเชิง

จุดเด่นทางสถาปัตยกรรมที่ทำให้เพนต์เฮาส์ได้รับความนิยม คือการที่ระยะร่น (setback) เปิดโอกาสให้สร้างระเบียงและลานกลางแจ้งส่วนตัวขนาดใหญ่ได้ ซึ่งกว้างขวางกว่าระเบียงยื่น (cantilevered balcony) แบบเดิมมาก ต่อมาอาคารต่าง ๆ จึงเริ่มถูกออกแบบให้มีระยะร่นโดยตั้งใจ เพื่อรองรับการพัฒนาห้องชุดและลานกลางแจ้งบนชั้นบนสุดโดยเฉพาะ

ต้องบันทึกไว้อย่างเป็นธรรมว่า รอธไม่ใช่คนแรกที่ "มี" ที่พักบนยอดตึก เพราะการดัดแปลงดาดฟ้าให้เป็นห้องพักมีมานานหลายสิบปีแล้ว แต่สิ่งที่รอธทำต่างออกไปคือ การออกแบบอาคารให้มีที่พักแบบเพนต์เฮาส์ตั้งแต่ต้น ไม่ใช่การดัดแปลงพื้นที่ทีหลัง และเป็นผู้ทำให้คำว่า Penthouse เป็นที่รู้จักและยอมรับในความหมายแบบที่เราเข้าใจกันทุกวันนี้

จากเพิงพักคนรับใช้ สู่ที่อยู่ของมหาเศรษฐี

จากเพิงพักคนรับใช้ สู่ที่อยู่ของมหาเศรษฐี

ทศวรรษ 1920 หรือยุค Roaring Twenties คือช่วงเศรษฐกิจรุ่งเรืองที่นำมาซึ่งการก่อสร้างครั้งใหญ่ในนิวยอร์ก เพนต์เฮาส์ที่ได้รับการยอมรับอย่างเป็นทางการในยุคแรกตั้งอยู่บนยอดโรงแรมพลาซา (Plaza Hotel) ที่มองเห็นเซ็นทรัลพาร์ก สร้างขึ้นในปี 1923 ความสำเร็จนี้จุดประกายให้เกิดการพัฒนาเพนต์เฮาส์หรูหราตามเมืองใหญ่ทั่วสหรัฐฯ อย่างรวดเร็ว

ในช่วงเปลี่ยนผ่านนี้เกิดเรื่องน่าสนใจ เมื่ออาคารหรูรอบเซ็นทรัลพาร์กเริ่มโฆษณา "เพนต์เฮาส์สำหรับคนรับใช้" เป็นสิ่งอำนวยความสะดวกของอาคาร แต่เมื่อตึกสูงขึ้นและชาวนิวยอร์กผู้มีรสนิยมเริ่มหลงใหลในวิวอันน่าทึ่งจากชั้นบนสุด พวกเขาก็กลับลำ ไล่คนรับใช้ออกเพื่อยึดพื้นที่ชั้นบนนั้นมาเป็นของตัวเอง

ในปี 1925 นครนิวยอร์กจึงแก้กฎหมายเพื่อรองรับการอยู่อาศัยแบบเพนต์เฮาส์อย่างถูกต้อง และในปีเดียวกันนั้น มาร์จอรี เมอร์ริเวเธอร์ โพสต์ (Marjorie Merriweather Post) ทายาทมหาเศรษฐีก็สร้างเพนต์เฮาส์ในตำนานบนยอดอาคารเลขที่ 834 ถนนฟิฟท์อเวนิว ที่ก่อสร้างโดยบริษัทจอร์จ เอ. ฟุลเลอร์ ห้องนี้มีเตาผิงถึง 12 จุด ห้องน้ำ 17 ห้อง และระเบียงล้อมรอบ — กลายเป็นสัญลักษณ์ของความหรูหราที่ตอกย้ำว่ายอดตึกได้แปรสภาพจากเพิงพักคนรับใช้สู่ปราสาทลอยฟ้าของชนชั้นสูงโดยสมบูรณ์

อันที่จริง คำว่า "penthouse" ในความหมายหรูหรานี้เองก็เป็นกลยุทธ์การตลาดที่ชาญฉลาดของยุค 1920 ที่ตั้งใจยกระดับศักดิ์ศรีของการอยู่อาศัยบนหลังคา และสลัดภาพลักษณ์เดิมที่ผูกติดกับชนชั้นแรงงานออกไป

เพนต์เฮาส์เดินทางสู่เวทีโลก

เพนต์เฮาส์เดินทางสู่เวทีโลก

ในช่วงปี 1920 ถึง 1930 เพนต์เฮาส์แพร่หลายไปทั่วเมืองใหญ่ของอเมริกา จนสถาปนิก นักพัฒนา และคนในวงการอสังหาริมทรัพย์ต่างรู้จักคำนี้เป็นอย่างดี กระทั่งสงครามโลกครั้งที่ 2 ในทศวรรษ 1940 ทำให้การพัฒนาทุกอย่างหยุดชะงัก เพราะทรัพยากรถูกทุ่มไปกับการสงคราม

หลังสงครามสิ้นสุด อเมริกาก้าวเข้าสู่ยุครุ่งเรืองเฟสแรกของการเป็นมหาอำนาจ ในช่วงปี 1950-1960 วัฒนธรรมอเมริกัน (American Culture) เริ่มได้รับการยอมรับและขยายตัวไปทั่วโลก ผ่านสื่อสิ่งพิมพ์ นิตยสาร โทรทัศน์ และภาพยนตร์ที่ถูกครอบครองโดยฝั่งอเมริกา มาตรฐานและแฟชั่นแบบอเมริกันจึงแพร่กระจายไปพร้อมกับสื่อเหล่านั้น

งานสถาปัตยกรรมแบบอเมริกันก็ติดไปด้วยแบบอ้อม ๆ เมื่อผู้คนทั่วโลกดูหนัง ดูทีวี อ่านนิตยสาร ก็เห็นว่าคนรวยและเซเลบริตี้อเมริกันมักอาศัยอยู่ในเพนต์เฮาส์บนชั้นสูงสุดของตึก ภาพวิถีชีวิตเช่นนี้ทำให้คนรู้สึกว่ามันทันสมัยกว่าการอยู่ปราสาทหินยุคกลางแบบขุนนางยุโรป

ผลก็คือ ในช่วงปี 1970 ถึง 1990 แทบทุกเมืองหลักของโลกที่มีตึกสูงและคอนโดมิเนียม ต่างพัฒนาที่อยู่อาศัยในรูปแบบเพนต์เฮาส์ตามแบบอเมริกา จากคำที่เคยผูกติดกับนิวยอร์ก เพนต์เฮาส์จึงสถิตขึ้นเป็นมาตรฐานของวงการอสังหาริมทรัพย์ระดับโลก ในความหมายของบ้านระดับหรูที่อยู่บนยอดตึก ไม่ใช่เพิงพักคนรับใช้อีกต่อไป

จุดพีคที่ทำให้ชื่อ "เพนต์เฮาส์" ผูกติดกับภาพ "คนระดับบนสุดของสังคม" อยู่ราวยุค 1970 ซึ่งเป็นช่วงที่นิตยสารชื่อเดียวกัน (ก่อตั้งปี 1965) มีความนิยมสูงสุด สโลแกน "Life on Top" ของนิตยสารนั้นยิ่งตอกย้ำความหมายของคำว่าเพนต์เฮาส์ในฐานะ "ชีวิตบนจุดสูงสุด"

เพนต์เฮาส์ในยุคปัจจุบัน — เพชรยอดมงกุฎที่ไม่หยุดวิวัฒน์

เพนต์เฮาส์ในยุคปัจจุบัน — เพชรยอดมงกุฎที่ไม่หยุดวิวัฒน์

ตลอดกว่า 100 ปีนับจากทศวรรษ 1920 เพนต์เฮาส์ไม่เคยหยุดนิ่ง แต่พัฒนาไปไกลขึ้นเรื่อย ๆ ในยุคหลังมีการนำแนวคิด Double Volume หรือเพดานสูงสองชั้นมาใช้ ทำให้พื้นที่ดูโอ่โถงหรูหราขึ้นไปอีกระดับ บางแห่งพัฒนาเป็น Duplex Penthouse (เพนต์เฮาส์สองชั้น) หรือกระทั่ง Triplex Penthouse (สามชั้น) เหมือนยกบ้านทั้งหลังขึ้นไปวางไว้บนยอดตึก พร้อมสระว่ายน้ำส่วนตัว สวนส่วนตัว และลิฟต์ส่วนตัวที่ไม่ปนกับผู้อื่น

ความหรูหราเหล่านี้ยกระดับภาพลักษณ์ของผู้อยู่อาศัยจาก "คนรวย" ไปสู่ "คนรวยที่มีรสนิยมระดับสูง" และราคาของมันก็ทะยานสู่ตัวเลขที่น่าตื่นตะลึง บนถนนที่ได้ชื่อว่า Billionaires' Row ในแมนฮัตตัน ดีลที่แพงที่สุดในประวัติศาสตร์คือเพนต์เฮาส์เต็มชั้นที่ 220 Central Park South ซึ่งมหาเศรษฐี เคน กริฟฟิน (Ken Griffin) ซื้อในราคาราว 238 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2019 — สูงที่สุดเท่าที่เคยมีการซื้อขายบ้านในสหรัฐอเมริกา

ก่อนหน้านั้น เพนต์เฮาส์สองชั้นบนชั้น 89 และ 90 ของตึก One57 ที่ ไมเคิล เดลล์ (Michael Dell) ผู้ก่อตั้ง Dell ซื้อในราคา 100.47 ล้านดอลลาร์ เคยเป็นบ้านที่แพงที่สุดในนิวยอร์ก ส่วนตึก 432 Park Avenue ก็เคยตั้งขายเพนต์เฮาส์ชั้นบนสุดในราคาสูงถึง 169 ล้านดอลลาร์ ขณะที่ในเอเชีย โครงการอย่าง The Masterpiece ในฮ่องกงก็มีเพนต์เฮาส์ที่กินพื้นที่หลายชั้นบนสุดพร้อมการตกแต่งระดับอัลตราลักชัวรี

จากเพิงหลังคาลาดเอียงในยุคกลาง สู่ห้องเก็บของและที่พักคนรับใช้บนดาดฟ้านิวยอร์ก จนกลายเป็นอสังหาริมทรัพย์ที่แพงที่สุดในโลก เรื่องราวของเพนต์เฮาส์คือบทเรียนว่า "คุณค่า" ของพื้นที่ไม่ได้ถูกกำหนดตายตัว แต่เปลี่ยนแปลงไปตามเทคโนโลยี กฎหมาย และที่สำคัญที่สุดคือมุมมองของมนุษย์ พื้นที่เดียวกันที่เคยถูกมองว่าไร้ค่า เมื่อมีลิฟต์พาขึ้นไปถึง มีสวนให้เดินเล่น และมีวิวเมืองทั้งเมืองอยู่เบื้องหน้า ก็กลายเป็นเพชรยอดมงกุฎที่ใครต่อใครใฝ่ฝันอยากครอบครอง

ไทม์ไลน์การเปลี่ยนผันของเพนต์เฮาส์ (สรุปจากเนื้อหาข้างต้น)

ช่วงเวลา เหตุการณ์สำคัญ
ยุคกลาง apentis เพิงหลังคาลาดเอียงที่ต่อเติมจากตัวบ้าน ใช้เก็บฟืน ฟาง และข้าวของจิปาถะ
ปลายศตวรรษที่ 14 คำเดินทางเข้าสู่อังกฤษในรูป pentis / pendize
ศตวรรษที่ 16 เกิดการสะกด "penthouse" จาก folk etymology (pente + house)
ราว 200 ปีก่อน ดาดฟ้าตึกในนิวยอร์กเป็นที่พักคนรับใช้และห้องเช่าราคาถูกที่สุดของตึก
กว่าร้อยปีก่อน อีไลชา โอทิส ประดิษฐ์ลิฟต์นิรภัย ชั้นบนที่เคยถูกรังเกียจกลับมีคุณค่าใหม่
ปี 1916 นิวยอร์กออกกฎหมายผังเมือง (Zoning Resolution) กำหนดระยะร่น เกิดตึกทรงขั้นบันได
ราวปี 1921 ความหมายของคำว่า penthouse เริ่มเปลี่ยนผันครั้งใหญ่
ต้นทศวรรษ 1920 เอเมอรี รอธ เปลี่ยนพื้นที่ระยะร่นเป็นสวนลอยฟ้าและห้องชุด "Penthouse"
ปี 1923 เพนต์เฮาส์ยุคแรกที่ได้รับการยอมรับ บนยอดโรงแรมพลาซา มองเห็นเซ็นทรัลพาร์ก
ปี 1925 นิวยอร์กแก้กฎหมายรองรับเพนต์เฮาส์ และมาร์จอรี เมอร์ริเวเธอร์ โพสต์ สร้างเพนต์เฮาส์ในตำนานที่ 834 ฟิฟท์อเวนิว
ทศวรรษ 1940 สงครามโลกครั้งที่ 2 ทำให้การพัฒนาหยุดชะงัก
ปี 1950–1960 วัฒนธรรมอเมริกันแพร่ไปทั่วโลกผ่านสื่อ ภาพเพนต์เฮาส์ติดไปด้วย
ยุค 1970 จุดพีคของภาพ "ชีวิตบนจุดสูงสุด" ผ่านนิตยสารชื่อเดียวกัน (ก่อตั้งปี 1965)
ปี 1970–1990 เมืองหลักทั่วโลกพัฒนาที่อยู่อาศัยแบบเพนต์เฮาส์ตามแบบอเมริกา
ปี 2019 เคน กริฟฟิน ซื้อเพนต์เฮาส์ 220 Central Park South ราว 238 ล้านดอลลาร์ สูงสุดเท่าที่เคยซื้อขายบ้านในสหรัฐฯ

แหล่งอ้างอิง

พิมพ์ใจ ศรีอุดม
เขียนโดย
พิมพ์ใจ ศรีอุดม
นักเขียนรีวิวย่าน & ร้านอาหาร

คนกรุงเทพฝั่งสุขุมวิทที่ใช้ชีวิตอยู่ย่านอุดมสุข–บางนามากว่า 10 ปี ชอบเดินตลาด ตามหาร้านอร่อยในซอย และจดบันทึกเรื่องทำเลที่อยู่อาศัยจากการเดินสำรวจจริง เชื่อว่าข้อมูลที่ดีที่สุดมาจากการลงพื้นที่ ไม่ใช่การนั่งเทียน

เพนต์เฮาส์: จากเพิงพักคนรับใช้บนดาดฟ้า สู่บ้านหรูที่แพงที่สุดในโลก | Udomsuk